สารบัญ
ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
อายุ 40 vs อายุ 60 ควรดึงหน้าเทคนิคไหน?

เมื่อตัวเลขบนปฏิทินก้าวผ่านไป โครงสร้างใบหน้าของคนเราก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกธรรมชาติ แม้ว่าในปัจจุบันเราจะมีนวัตกรรมการดูแลผิวพรรณที่หลากหลาย ตั้งแต่การทาครีมบำรุงขั้นสูง ไปจนถึงหัตถการยกกระชับประเภทเครื่องพลังงานความร้อน หรือสารเติมเต็มชนิดต่างๆ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความหย่อนคล้อยเริ่มทวีความรุนแรงเนื่องจากโครงสร้างพังผืดภายในเสื่อมสภาพ "การศัลยกรรมดึงหน้า" (Facelift) จึงกลายเป็นทางออกสุดท้ายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการย้อนเวลาให้ใบหน้าดูเด็กลงนับสิบปี
อย่างไรก็ตาม การดึงหน้าไม่ใช่หัตถการที่ทำเหมือนกันทุกคนในทุกช่วงวัย โครงสร้างผิวและความเสื่อมสภาพของคนในวัยเลข 4 ย่อมมีความแตกต่างจากวัยเลข 6 อย่างสิ้นเชิง การเลือกเทคนิคผ่าตัดที่แมตช์กับปัญหาจริงจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ดูละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่ตึงรั้งจนดูแปลกตา และมีความปลอดภัยสูงสุด
บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้รับบริการอายุ 40 ปีและอายุ 60 ปีว่ามีความต้องการและโครงสร้างปัญหาที่ต่างกันอย่างไร พร้อมคู่มือแนะนำวิธีประเมินและเช็กความหย่อนคล้อยของใบหน้าด้วยตัวเองง่าย ๆ ที่หน้ากระจก ก่อนที่จะจองคิวเข้าไปพูดคุยกับแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง
ใบหน้าวัย 40 และ วัย 60 แตกต่างกันอย่างไร?
ก่อนที่จะเดินเข้าห้องผ่าตัด เราต้องมาทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในแต่ละชั้นผิว (Multilayered Aging) ของทั้งสองช่วงวัยนี้ก่อน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมแพทย์จึงต้องวางแผนการใช้เทคนิคที่แตกต่างกัน
โครงสร้างใบหน้าในวัย 40 ปี จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเฉพาะจุด
สำหรับผู้ที่ย่างเข้าสู่วัย 40 ปี สัญญาณความร่วงโรยมักจะเพิ่งเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น โดยมีลักษณะการเสื่อมสภาพดังนี้:
ชั้นผิวหนังแท้: เริ่มสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินในอัตราที่เร็วกว่าการสร้างใหม่ ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น ขาดความฉ่ำฟู และเริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ปรากฏขึ้นในจุดที่มีการขยับบ่อย เช่น รอบดวงตาและร่องแก้ม
ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง: ก้อนไขมันบริเวณแก้มส้ม (Malar Fat Pad) เริ่มมีปริมาณลดลงหรือฝ่อตัวลงเล็กน้อย และเริ่มเคลื่อนตัวตกลงมาด้านล่างตามแรงโน้มถ่วง ทำให้ใบหน้าส่วนกลางดูตอบลง ร่องน้ำตาดูชัดขึ้น และเกิดปัญหาร่องแก้มตื้นๆ
ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS): ตาข่ายพังผืดที่โอบอุ้มใบหน้ายังคงมีความแข็งแรงอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่เริ่มมีอาการหลวมหรือยืดตัวออกเฉพาะบริเวณใบหน้าส่วนกลางและส่วนล่าง ส่งผลให้กรอบหน้าเหนือกรามหักมุมไม่ชัดเจนเท่าเดิม
โครงสร้างใบหน้าในวัย 60 ปี: ความเสื่อมสภาพแบบองค์รวมทุกชั้นผิว
เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 60 ปี กระบวนการแก่ชราจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทุกเลเยอร์ของโครงสร้างใบหน้า ตั้งแต่ชั้นผิวหนังไปจนถึงชั้นกระดูก
ชั้นกระดูกและฐานโครงสร้างลึก: เกิดการทรุดตัวและสลายมวลกระดูกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรอบเบ้าตา กระดูกขากรรไกร และกระดูกใต้ปีกนก ทำให้ใบหน้าส่วนกลางยุบตัวลงไปด้านหลัง ส่งผลให้ผิวหนังด้านบนขาดที่ยึดเกาะและห้อยย้อยลงมาอย่างรุนแรง
ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS) และเส้นเอ็นยึดผิว (Ligaments): หมุดยึดตามธรรมชาติและตาข่าย SMAS เกิดการย้วยและยืดขยายตัวออกอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถพยุงน้ำหนักของเนื้อเยื่อใบหน้าได้อีกต่อไป ไขมันและผิวหนังทั้งหมดจึงไหลเพลียลงมากองรวมกันที่ใบหน้าส่วนล่าง
ชั้นไขมันและผิวหนังลามถึงลำคอ: ก้อนไขมันบริเวณแก้มล่างไหลลงมาถมจนเกิดเป็นกระเปาะแก้มข้างมุมปาก (Jowls) ห้อยย้อยเลยแนวกรามลงมา นอกจากนี้ ความหย่อนคล้อยยังลุกลามลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคอ (Platysma) ทำให้เกิดเหนียงหนา รอยพับที่ลำคอ และผิวคอเหี่ยวย่นคล้ายคอไก่งวง
2. คู่มือเช็กความหย่อนคล้อยด้วยตัวเองที่หน้ากระจก (ก่อนไปพบแพทย์)
เพื่อให้คุณสามารถสื่อสารกับแพทย์ได้อย่างตรงจุด และเข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริงของตัวเอง ลองทำตามแบบทดสอบและสังเกตใบหน้าของตนเองผ่าน 4 จุดยุทธศาสตร์หลักนี้
จุดที่ 1: มิติใบหน้าส่วนกลาง (Mid-Face)
วิธียืนส่องกระจก: ให้มองหน้าตรงในแสงธรรมชาติ จากนั้นลองหันข้างประมาณ 45 องศา
สิ่งที่คุณต้องสังเกต: บริเวณโหนกแก้มและแก้มส้มยังดูอิ่มฟูอยู่หรือไม่? หรือว่าเริ่มเห็นแบนราบ มีร่องบุ๋มลึกใต้ตา (ร่องน้ำตา) ขยายวงกว้างลากยาวลงมาจนกลายเป็นริ้วรอยร่องแก้มที่เด่นชัด หากเอานิ้วชี้แตะบริเวณโหนกแก้มแล้วดันขึ้นเบา ๆ ในแนวเฉียง แล้วพบว่าร่องแก้มและร่องน้ำตาหายไปทันที แสดงว่าปัญหามีต้นตอมาจากความหย่อนคล้อยของใบหน้าส่วนกลาง
จุดที่ 2: พื้นที่บริเวณมุมปากและกรอบหน้าส่วนล่าง (Lower Face & Marionette Lines)
วิธียืนส่องกระจก: ให้มองหน้าตรง แล้วลองก้มหน้าลงเล็กน้อยประมาณ 15 องศา
สิ่งที่คุณต้องสังเกต: ดูแนวเส้นขอบกราม (Jawline) จากใต้ใบหูลากยาวมาจนถึงคาง ว่ายังเป็นเส้นตรงคมชัดอยู่หรือไม่ หรือมีก้อนเนื้อห้อยย้อยลงมาบดบังแนวกรามจนทำให้หน้าดูเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม? นอกจากนี้ ให้ดูบริเวณมุมปากว่ามีเส้นริ้วลึกลากยาวลงมาถึงคาง (ร่องน้ำหมาก) หรือไม่ หากก้มหน้าแล้วเห็นก้อนเนื้อข้างมุมปากชัดเจนขึ้น แสดงว่าชั้นพังผืดด้านในเริ่มหย่อนตัวอย่างรุนแรงแล้ว
จุดที่ 3: ความยืดหยุ่นของผิวหนัง (Skin Laxity Test)
วิธีทดสอบ: ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ค่อย ๆ หยิบผิวหนังบริเวณแก้มส่วนล่าง (ใกล้แนวขากรรไกร) ดึงยืดออกมาด้านหน้าเบา ๆ แล้วปล่อยมือ
สิ่งที่คุณต้องสังเกต: หากปล่อยมือแล้ว ผิวหนังดีดตัวกลับไปเรียบเนียนแนบสนิทกับใบหน้าทันที แสดงว่าคุณภาพผิวและคอลลาเจนยังดีอยู่ (มักพบในวัย 40) แต่หากปล่อยมือแล้ว ผิวหนังค่อย ๆ คืนตัวช้า ๆ หรือผิวมีความย้วย นุ่มนิ่ม และยืดติดมือออกมาได้มาก แสดงว่าผิวสูญเสียความยืดหยุ่นไปมากแล้ว (มักพบในวัย 60) ซึ่งกรณีหลังนี้จำเป็นต้องมีการตัดแต่งผิวหนังส่วนเกินออกควบคู่กับการดึงชั้นลึก
จุดที่ 4: ความหย่อนคล้อยบริเวณลำคอ (Neck Area)
วิธียืนส่องกระจก: หันข้าง 90 องศาให้กับกระจก แล้วกลืนน้ำลายตามปกติ
สิ่งที่คุณต้องสังเกต: มุมระหว่างใต้คางกับลำคอยังทำมุมสวยงามใกล้เคียงมุมฉากหรือไม่ หรือมีเนื้อเยื่อหย่อนเป็นสโลปลงมาจนดูไม่มีคาง? มีเส้นรอยพับแนวนอนรอบคอหลายชั้น หรือเห็นกล้ามเนื้อคอขึ้นเป็นลำ ๆ เวลาเบะปากหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าโครงสร้างความหย่อนคล้อยได้ลุกลามลงสู่ใบหน้าส่วนล่างและคอเรียบร้อยแล้ว

3. อายุ 40 ปี ควรดึงหน้าเทคนิคไหน? เน้นแผลเล็ก แผลสั้น ย้อนวัยแบบละมุน
สำหรับผู้รับบริการในวัย 40 ปี ปัญหาความหย่อนคล้อยมักจะยังไม่กระจายตัวทั่วทั้งใบหน้า และผิวหนังส่วนเกินยังมีปริมาณไม่มากนัก เป้าหมายหลักของการผ่าตัดในวัยนี้คือ "การเก็บรายละเอียดเฉพาะจุด ปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้น และป้องกันความหย่อนคล้อยในอนาคต" โดยไม่จำเป็นต้องเปิดแผลยาวรอบใบหู เทคนิคที่เหมาะสมที่สุดมีดังนี้:
1) เทคนิคดึงหน้าแผลสั้น (Mini Facelift / MACS Lift)
เป็นเทคนิคยอดนิยมสำหรับคนหนุ่มสาวที่เริ่มมีปัญหาแก้มห้อยเล็กน้อย ร่องแก้มเริ่มลึก แต่ผิวบริเวณลำคอยังตึงกระชับดีอยู่
ลักษณะแผลผ่าตัด: แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กและสั้นมาก โดยซ่อนอยู่บริเวณไรผมเหนือกรรเชียงหู ลากยาวลงมาสิ้นสุดที่บริเวณติ่งหูด้านหน้าเท่านั้น จะไม่มีการเปิดแผลอ้อมไปด้านหลังหูเลย
กระบวนการทำงานชั้นลึก: แม้จะเป็นแผลเล็ก แต่ศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจะยังคงสามารถเข้าไปทำการเย็บกระชับพังผืดชั้น SMAS ด้านใน โดยใช้วิธีการเย็บพับตรึงแบบพิเศษ (Plication หรือ Purse-string Sutures) เพื่อดึงโครงสร้างแก้มที่หย่อนขึ้นไปล็อกไว้กับเนื้อเยื่อส่วนบนที่แข็งแรง
ผลลัพธ์และข้อดี: ใบหน้าส่วนล่างและร่องแก้มจะถูกยกขึ้นทันที กรอบหน้ากลับมาเรียวคมดูเป็นธรรมชาติ แผลผ่าตัดเนียนกริบ บวมช้ำน้อยมาก และใช้เวลาพักฟื้นสั้นเพียง 5-7 วัน
2) เทคนิคดึงหน้าส่วนกลางและยกหางตา (Endoscopic Mid-Face Lift)
ในเคสวัย 40 ที่ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่กรอบหน้าล่าง แต่โยงใยอยู่กับบริเวณแก้มส้มฝ่อ ร่องน้ำตาลึก และหางตาตกปัดลง ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า
ลักษณะแผลผ่าตัด: เป็นการผ่าตัดไร้รอยแผลยาวบนใบหน้า โดยแพทย์จะซ่อนแผลเป็นจุดเล็กๆ ไว้ในไรผมบริเวณขมับสองข้าง และอาจมีการเปิดแผลเล็กๆ ซ่อนไว้ที่ด้านในริมฝีปากบน
กระบวนการทำงานชั้นลึก: ศัลยแพทย์จะใช้กล้องส่องผ่าตัดขนาดเล็ก (Endoscope) สอดเข้าไปเพื่อทำการเลาะแยกเนื้อเยื่อชั้นลึกบริเวณโหนกแก้มอย่างแม่นยำ ปลดล็อกเส้นเอ็นที่ยึดตรึง แล้วทำการยกแผงแก้มส้มทั้งหมดขึ้นไปล็อกไว้ในตำแหน่งที่สูงขึ้น
ผลลัพธ์และข้อดี: แก้มส้มกลับมาอิ่มฟูดูเด็กลง ร่องแก้มและร่องน้ำตาตื้นขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณมาก และไม่มีรอยแผลเป็นปรากฏบนใบหน้าภายนอกให้เห็นเลย

4. อายุ 60 ปี ควรดึงหน้าเทคนิคไหน? จัดเต็มโครงสร้างชั้นลึก ล็อกความอ่อนเยาว์ข้ามทศวรรษ
สำหรับผู้รับบริการในวัย 60 ปี ปัญหาบนใบหน้าจะเป็นการหย่อนคล้อยอย่างรุนแรงในทุกมิติ ผิวหนังมีส่วนเกินปริมาณมาก และความเหี่ยวหย่นได้ลามลงไปถึงลำคออย่างชัดเจน การดึงหน้าแผลสั้นหรือการดึงเฉพาะผิวหนังชั้นบนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เลย เทคนิคมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ที่จำเป็นสำหรับวัยนี้คือ:
1) ยกกระชับใบหน้าและลำคอ (Full Facelift & Deep Facelock)
นี่คือเทคนิคที่สามารถพลิกโฉมใบหน้าของวัย 60 ให้ย้อนเวลากลับไปดูเหมือนคนอายุ 45-50 ปีได้อย่างมหัศจรรย์และปลอดภัย
ลักษณะแผลผ่าตัด: เนื่องจากต้องจัดการกับผิวหนังส่วนเกินปริมาณมาก แผลผ่าตัดจึงจำเป็นต้องเปิดจากบริเวณไรผมหน้าหู ลากอ้อมโค้งตามรอยพับหน้าหู ลงมาผ่านใต้ติ่งหู แล้วอ้อมวนไปซ่อนอยู่บริเวณร่องหลังหูและไรผมด้านหลัง
กระบวนการทำงานชั้นลึก: แพทย์จะไม่แยกผิวหนังออกจากไขมัน แต่จะเลาะลึกลงไปใต้ชั้นพังผืด SMAS (Deep Plane) เข้าไปตัดและปลดล็อกเส้นเอ็นตรึงผิว (Retaining Ligaments) ที่เสื่อมสภาพออกทั้งหมด ทำให้สามารถยกโครงสร้างใบหน้าที่หย่อนคล้อยทั้งหมดขึ้นพร้อมกันเป็นแผงเดียวในแนวตั้ง (Vertical Vector) จากนั้นจะทำการเย็บตรึงชั้น SMAS เข้ากับฐานกระดูกอย่างหนาแน่น และตัดผิวหนังส่วนเกินที่เหลือออกก่อนเย็บปิดแผลโดยไม่มีแรงตึงรั้งที่ชั้นผิว
ผลลัพธ์และข้อดี: สามารถกำจัดกระเปาะแก้ม ร่องแก้มลึก และร่องน้ำหมากให้หายไปได้อย่างราบรื่น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด เวลายิ้มหรือแสดงสีหน้าจะพริ้วไหว ไม่ตึงแข็งทื่อ แผลเป็นรอบใบหูเรียบเนียน และผลลัพธ์คงทนยาวนานที่สุดถึง 10-15 ปี
2) เทคนิคเย็บผสานกล้ามเนื้อคอชั้นลึก (Deep Neck Lift / Platysmaplasty)
ในวัย 60 ปัญหากรอบหน้ามักมาคู่กับเหนียงและคอที่เป็นริ้วคลื่น ซึ่งต้องแก้ไขควบคู่กันไปในคราวเดียว
กระบวนการผ่าตัด: แพทย์จะเปิดแผลขนาดสั้นซ่อนไว้บริเวณรอยพับใต้คางเพิ่มเติม เพื่อเข้าไปทำการเลาะแยกชั้นไขมันใต้คางออก และทำการเย็บดึงกล้ามเนื้อคอสองข้าง (Platysma Muscle) ที่แยกออกจากกันให้กลับเข้ามาเย็บแผงติดกันตรงกลาง คล้ายกับการเย็บซ่อมแผ่นผ้าม่านที่ฉีกขาด
ผลลัพธ์และข้อดี: ปรับมุมใต้คางให้กลับมาคมชัด เส้นแนวกรามเรียบเนียนเหนือกาลเวลา เก็บเหนียงห้อยย้อยได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูสง่างามและสมส่วนกับใบหน้าส่วนบนที่ถูกดึงไป
5. ตารางเปรียบเทียบมิติความแตกต่าง: วัย 40 VS วัย 60 ควรรู้อะไรก่อนผ่าตัด?
เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเปรียบเทียบแนวทางการรักษาและเตรียมตัวได้อย่างชัดเจน เราสามารถจำแนกมิติความแตกต่างของทั้งสองช่วงวัยออกมาดังนี้:
ระดับปัญหาหลักบนใบหน้า:
อายุ 40 ปี: แก้มส้มเริ่มแบน ร่องแก้มเริ่มมา กรอบหน้าล่างเริ่มขาดความคมชัด ผิวส่วนคอยังดีอยู่
อายุ 60 ปี: ใบหน้าหย่อนคล้อยรุนแรงทุกส่วน มีกระเปาะแก้มห้อยย้อย ร่องน้ำหมากลึก ผิวคอเหี่ยวย่นเป็นริ้วรอย
เทคนิคการผ่าตัดที่ตอบโจทย์:
อายุ 40 ปี: Mini Facelift (แผลสั้นหน้าหู) หรือ Endoscopic Mid-Face Lift (ผ่าตัดผ่านกล้องไร้รอยแผลบนใบหน้า)
อายุ 60 ปี: Full Facelift + Deep Plane SMAS + Deep Neck Lift (ดึงจัดเต็มโครงสร้างชั้นลึกทั่วใบหน้ารวมถึงลำคอ)
บริเวณแนวแผลผ่าตัด:
อายุ 40 ปี: แผลสั้นเฉพาะบริเวณหน้าหู หรือซ่อนจุดแผลเล็ก ๆ อยู่ในไรผมขมับ
อายุ 60 ปี: แผลยาวอ้อมรอบใบหูไปจนถึงไรผมด้านหลัง และอาจมีแผลเล็กซ่อนใต้คาง
ระยะเวลาในการพักฟื้น:
อายุ 40 ปี: พักฟื้นสั้นประมาณ 5-7 วัน อาการบวมช้ำน้อย เข้าที่ไวภายใน 1 เดือน
อายุ 60 ปี: พักฟื้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาการบวมช้ำมีมากกว่าตามขอบเขตการเลาะเนื้อเยื่อใบหน้า จะเริ่มเข้าที่สวยงามเป็นธรรมชาติที่ 3-6 เดือน
ความคงทนของผลลัพธ์:
อายุ 40 ปี: อยู่ได้นานประมาณ 5-8 ปี (เป็นการช่วยชะลอวัยล่วงหน้า ทำให้แก่ช้ากว่าคนในรุ่นเดียวกัน)
อายุ 60 ปี: อยู่ได้นานประมาณ 10-15 ปี (เป็นการย้อนเวลาโครงสร้างใบหน้าครั้งใหญ่ข้ามทศวรรษ)
6. ข้อควรระวังและการเตรียมความพร้อมของร่างกายในแต่ละช่วงวัย
ศัลยกรรมดึงหน้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องอาศัยความพร้อมของร่างกายและความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดจึงมีความเข้มข้นแตกต่างกันไปตามปัจจัยด้านอายุ สภาพร่างกาย และโรคประจำตัว สิ่งที่วัย 40 ปีต้องโฟกัสเป็นพิเศษ
การวางแผนเรื่องเวลาและภาระงาน: เนื่องจากอยู่ในช่วงวัยทำงานและสร้างตัว การจัดสรรเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดอย่างน้อย 5-7 วันจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการหลีกเลี่ยงการออกแดดจัดหรือการออกกำลังกายหนักหลังผ่าตัดในช่วง 1 เดือนแรก
การจัดการความคาดหวัง: ต้องเข้าใจว่าการดึงหน้าในวัย 40 จะเน้นความละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การดึงให้ตึงเปรี๊ยะจนตาเฉียงเอเลี่ยน แพทย์จะเน้นการล็อกโครงสร้างเดิมให้คงความอ่อนเยาว์ไว้ให้นานที่สุด
สิ่งที่วัย 60 ปีต้องโฟกัสและระมัดระวังขั้นสูงสุด
การตรวจเช็กและควบคุมโรคประจำตัว: ผู้รับบริการในวัย 60 ปี มักเริ่มมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือด ก่อนผ่าตัดจำเป็นต้องเข้าตรวจร่างกายอย่างละเอียด (ตรวจเลือด, เอกซเรย์ปอด, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) และต้องควบคุมค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องเลือดออกมากในระหว่างผ่าตัด
งดกลุ่มยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด: ต้องงดยากลุ่มแอสไพริน, ยาละลายลิ่มเลือด รวมถึงวิตามินอี, น้ำมันปลา, สารสกัดโสม และแปะก๊วยอย่างเด็ดขาดล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เลือดหยุดไหลช้าและเกิดภาวะเลือดคั่งหลังผ่าตัด (Hematoma) ได้ง่าย
งดสูบบุหรี่และสารนิโคตินรุนแรง: นิโคตินมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงแผลผ่าตัดบริเวณผิวหนังรอบใบหูได้น้อยลง ในวัย 60 ที่การฟื้นตัวของเซลล์ช้าลงอยู่แล้ว หากไม่งดสูบบุหรี่ล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงมากที่ขอบแผลจะเน่าตายหรือสมานตัวช้า
ไม่ว่าปัจจุบันคุณจะอยู่ในวัย 40 ปีที่เพิ่งเริ่มสังเกตเห็นความหย่อนคล้อยเฉพาะบางตำแหน่งบนใบหน้า หรือก้าวเข้าสู่วัย 60 ปีที่ต้องรับมือกับความร่วงโรยของโครงสร้างผิวอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรตระหนักและไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด คือการหลีกเลี่ยงการด่วนตัดสินใจเลือกวิธีผ่าตัดเพียงเพราะเห็นแก่ราคาที่ดึงดูดใจหรือคำโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น
การทำศัลยกรรมดึงหน้าให้ประสบความสำเร็จและปลอดภัยในระยะยาว จำเป็นต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์โครงสร้างอนาโตมี่อย่างถี่ถ้วนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความชำนาญสูงจะเข้ามาช่วยประเมินทิศทางหรือแนว Vector ในการดึงผิวให้รับกับส่วนโหนกแก้มและกรอบหน้าได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเลือกเทคนิคการเย็บกระชับชั้นพังผืด SMAS ให้สอดคล้องกับความหนาแน่นของเนื้อเยื่อในแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความประณีตในการเปิดแผลเพื่อซ่อนรอยแผลเป็นได้อย่างเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุด ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับผลลัพธ์ให้ออกมาดูดีและมั่นใจในความปลอดภัยไปพร้อมกัน
การส่องกระจกเช็กสภาพผิวตามคู่มือเบื้องต้นในบทความนี้ จะช่วยให้คุณมีข้อมูลในใจและพร้อมสำหรับการเข้าไปปรึกษาพูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อร่วมกันวางแผนการเดินทางทวงคืนความอ่อนเยาว์ สดใส และมั่นใจ ให้ใบหน้าของคุณกลับมาพริ้วไหวเป็นธรรมชาติไปอีกตราบนานเท่านาน